แนะนำอินเดีย
ธงชาติอินเดีย
 
          ธงของอินเดียได้กำหนดขึ้นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระเสรี อดีตนายกรัฐมนตรีเนห์รู กล่าวว่า "ธงนี้มิได้หมายถึงความอิสระเสรีของเรา โดยเฉพาะ หากเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความอิสระเสรี ของประชากร โดยตลอด... ไม่ว่าจะปรากฎอยู่ ณ ที่ใด ธงนี้จะเป็นเครื่อง ถ่ายทอดความหมาย กล่าว คือ ความหมายที่ว่าอินเดีย ต้องการเป็นมิตรกับทุกประเทศทั่วโลก"
          ธงชาติอนิเดียประกอบด้วยแถบสีสามสีเรียงกันไปตามแนวนอน โดยมีแถบสีแสดเข้มอยู่ตอน บนแถบสีขาว ตอนกลาง และแถบสีเขียวเข้มตอนล่าง สีแต่ละแถบมีขนาดเท่ากัน เทียบอัตราส่วนกว้างความยาวของธงเท่ากับหนึ่งต่อสาม ตรงกลางแถบสีขาวมีวงล้อสีน้ำเงินแทนเครื่องหมายธรรมจักร (กงล้อเครื่องปั่นด้าย) โดยจำลองมาจาก รูปวงล้อที่ปรากฎ อยู่บนฐานกลมเหนือเสาสิงโคสารนาถ มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ ไล่เลี่ยกับความกว้างของแถบ สีขาวและประกอบด้วย ซี่ล้อ 24 ซี่  
          สีแสดหมายถึงความกล้าหาญ ความเสียสละและความไม่เห็นแก่ตัว สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์และความจริง สีเขียวหมายถึง ศรัทธา และความอุดม สมบูรณ์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิตทั้งหมด วงล้ออโศกตรงกลางแถบสีขาวคือวงล้อ พระธรรมจักร (ความดี) ดร.เอส ราธะกฤษณัน อดีตรองประธานาธิบดี ได้กล่าวไว้ว่า "ความจริงหรือสัตรย์" ธรรมะหรือความดี ควรจะประกอบเป็นหลักการต่าง ๆ สำหรับควบคุมบุคคลทุกคน ภายใต้ ร่มธงนี้.. วงล้อบ่งหมายถึงถึงการเคลื่อนไหว อินเดียมิตควรจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีก หากจะต้องเคลื่อนไปข้างหน้าต่อๆ ไป วงล้อหมายถึงถึงพลัง ของการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ"
   
 
เครื่องหมายประจำชาติอินเดีย
           เครื่องหมายประจำชาติของอินเดียดัดแปลงมาจากเสาสิงโตที่สารนาถ ใกล้ ๆ กับพาราณสีในรัฐอุตรปุระประเทศ เสาสิงโตที่ว่านี้ พระเจ้าจักรพรรดิ อโศกทรงสร้างขึ้นในสมัยศวรรษที่สาม เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงตำแหน่งที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาเรื่องความสุขสงบและความหลุดพ้นต่อ "โลกตลอดทั้งสี่ภาค" และดังนี้เครื่องหมายประจำชาติจึงเป็น เสมือนสัญลักษณ์ของการประกาศยืนยัน ความยืดมั่นแต่โบราณกาลของอินเดีย ต่อสันติสุข และไมตรีจิตมิตรภาพ  สำหรับโลกโดยแท้
          เครื่องหมายประจำชาติประกอบด้วยรูปสิงโตขนาดใหญ่สี่ตัวบนแท่นกลม-ซึ่งแต่เดิมทีปรากฎอยู่บนยอดเสาสูงล้อมรอบด้วยรูปสัตว์ขนาดเล็กกว่า อีกสี่ตัวสิงโตทั้ง
สี่เครื่องหมายแห่งอำนาจ ความกล้าหาญ และความมั่นใจ-หันหน้าออกสู่ทิศทั้งสี่ สัตว์เล็กกว่าอีกสี่ตัวเป็นเสมือนผู้พิทักษ์ทิศทางทั้งสี่ ดังนี้ สิงโต้ทิศเหนือ ข้างทิศตะวันออก ม้าทิศใต้ และวัวทิศตะวันตกแท่นรองรับตั้งอยู่บนดอกบัวที่กำลังแบ่งบานเต็มที่ และเป็นเสมือนเครื่องหมาย ของต้นกำเนิด ของชีวิต และอำนาจดลบันดาลในทางสร้างสรรค์
          คำขวัญ "สตย เมว ชยเต" ซึ่งหมายความว่า "ความจริงเท่านั้นคือชัยชนะ" ประกอบเป็นข้อความเขียนด้วยตัวอักษร เทวานาครีอยู่ด้านล่าง ของเครื่องหมาย (เอกสารสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย)
 
ประชาธิปไตย ของอินเดีย
          ประเทศอินเดียได้รับอินสรภาพเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1947 รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1950
         รัฐธรรมนูญให้สิทธิพลเมืองเป็นอย่างเดียวและแบบเดียวกันทั้งประเทศ และให้สิทธิออกเสียงแก่บุคคลที่เป็นพลเมืองของ ประเทศอินเดียทุกคนที่มีอายุ 21 ปี หรือสูงกว่านั้น
          รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับพลเมืองทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างกันด้านเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิหรือเพศ รัฐธรรมนูญรับรอง เสรีภาพในการพูด การแสดงออก และความเชื่อ การชุมนุม และการรวมตัว การย้ายถิ่นฐาน การแสวงหาทรัพย์ สมบัติและเลือกการงานหรืออาชีพ สิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ นี้มีผลบังคับในศาล และเพื่อให้เป็นไปตามพันธะ ที่รับรองค่านิยมต่าง ๆ ในทางโลก อินเดียจึงไม่มีศาสนาประจำชาติ
   
รัฐบาล

          ฝ่ายนิติบัญญัติ : อินเดียมีรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภา โดยให้พลเมือง ที่บรรลุนิติภาวะ ทั่วทั้งประเทศมีสิทธิออกเสียง เลือกตั้ง อำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน โดยสมบูรณ์ ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในเรื่องมติและการปฏิบัติกรต่าง ๆ โดยผ่านทางผู้แทนราษฎร ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ
          ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาประกอบด้วยสภา 2 สภา ได้แก่ ราชยสภา (Rajay Sabha) คือ สภาผู้แทนรัฐและโลกสภา (Lok Sabha) คือสภาประชาชน หน้าที่สำคัญของรัฐสภา คือ ออกกฎหมายต่าง ๆ และจัดหาเงินไว้ให้มีจับจ่ายใช้สอย ได้ตาม ความต้องการของรัฐบาล และสำหรับบริการด้านต่าง ๆ ของรัฐกฎหมาย
ที่ออกมาทั้งหมดนั้นต้องได้รับความเห็นชอบ จากทั้งสอง สภารัฐสภามีอำนาจที่จะอภิปรายปัญหาทั่วไป และพิจารณา ทบทวนงานของกระทรวง และหน่วยงานของรัฐบาล ได้โดย อิสระอย่าง ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ นอกเสียจากข้อจำกัดที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่าง ๆ ตามกระบวนการ
ของรัฐสภาเอง
   
ราชยสภา (สภาผู้แทนรัฐ หรือสภาสูง)
          สภาสูงประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 250 คน สมาชิก 12 คน ในจำนวนนี้จะเป็นผู้ที่ประธานาธิปดีแห่งอินเดียแต่งตั้งมา และที่เหลือ จะเป็นสมาชิก ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา สภานี้ไม่มการยุบ สมาชิก หนึ่งในสามจะพ้นวาระทุกสองปี การเลือกตั้ง สมาชิกเข้ามา สู่สภาแห่งรัฐี้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือผู้แทนตามจำนวน ที่กำหนดให้สำหรับ แต่ละรัฐนั้นจะได้รับ เลือกตั้งเข้ามา โดยสมาชิก ที่ ได้รับเลือกตั้งของสภานิติบัญญัติของรัฐนั้น ๆ เป็นผู้เลือกเข้ามาสมาชิก ที่ได้รับแต่งตั้งนั้นเป็นบุคคล ที่มีความรู้พิเศษ หรือมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในทางวรรณคดี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และบริการสังคม ประธานของราชยสภา คือรองประธานาธิบดีแห่งอินเดีย
 
 
โลกสภา (สภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง)

          สภานี้ประกอบด้วย สมาชิก 544 คน สมาชิก 525 คนใน จำนวนนี้ได้รับเลือกตั้งมาโดยตรงจากทั้ง 35 รัฐ และสมาชิกอีก 17 คนได้รับเลือกตั้ง มาโดยตรงจากทั้ง 35 รัฐ และสมาชิกอีก 17 คนได้รับเลือกมากจากดินแดนสหภาพทั้ง 6 เขต สมาชิกอีกสองคนนั้น ประธานาธิบดีแห่งอินเดีย เป็นผู้แต่งตั้งเพื่อให้เป็นตัวแทนของชุมชน แองโกล-อินเดีย
          ถ้าสภาไม่ถูกยุบเสียก่อน โลกสภาจะมีวาระตามปกติ 5 ปี นับแต่วันที่กำหนดให้มีการประชุมครั้งแรก โลกสภาจะเลือก ประธานสภาเอง
          ฝ่ายบริหาร : ประธานาธิบดี แห่งอินเดียเป็นประมุขของรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสูดของทุกเหล่าทัพ ประธานาธิบดีได้รับเลือกตั้ง จากองค์กร เลือกตั้ง ซึงประกอบด้วยสมาชิกจากสภาทั้งสองแห่งในรัฐสภา (ราชยสภาและโลกสภา) และสมาชิกของฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐต่าง ๆ ทั้งหมดที่รวมเป็น ประเทศอินเดีย ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี และอาจจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้
          ปกติแล้วประธานาธิบดีไม่ได้ใช้อำนาจใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง อำนาจเหล่านี้คณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็น หัวหน้าเป็นผู้ใช้ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อรัฐบาลซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้ามา
          บุคคลที่ได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากโลกสภาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง หลังจากนั้นประธานาธิบดี จะแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่น ๆ ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งได้เพียงชั่ว ระยะเวลาที่เขาหรือเธอยังได้รับเสียงสนับสนุน ข้างมากจากรัฐสภาอยู่เท่านั้น
 
การเมืองเรื่องน่ารู้ของอินเดีย

รัฐบาลอินเดีย
          ประเทศอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน มีภาษาพูด ศาสนา ลัทธิความเชื่อถือ ประเพณี และวัฒนธรรมอันหลากหลาย
แต่อินเดียก็มีความเป็นเอกภาพตลอดมาอย่างน่าอัศจรรย์
          ในระหว่างเดือน เมษายน - พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา อินเดียได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอะตัล พิหารี วัชปายี หัวหน้าพรรค
"ชาตินิยมฮินดู" ภาราติยะ ชนตะ (BJP) แกนนำพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ NDA.) การเลือกตั้งนั้นจัดขึ้นก่อนกำหนด ถึง 6 เดือน เพราะมีความมั่นใจว่าพรรครัฐบาล
นั้นจะต้องชนะการเลือกตั้งอย่าแน่นอน ปรากฎว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาได้ สร้างความ ประหลาดใจให้แก่ชาวอินเดีย และ ชาวโลกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ พรรคฝ่ายค้าน พรรคคองเกรส ภายใต้การนำของ นางโซเนีย คานธี ภรรยาหม้ายของ อดีตนายกรัฐมนตรี ราชีพ คานธี ผู้ล่วงลับ ไปแล้ว ได้คะแนนเสียงมากกว่า พรรครัฐบาล อย่างๆไม่คาดคิดมาก่อน เนื่องจาก ประชากรคนจน ส่วนมากในอินเดียผิดหวังต่อนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล ของ นายอะตัล พิหารี วัชปายี ถึงแม้ว่าอินเดีย จะมีความเจริญและก้าวหน้าในด้านอื่น ๆ อยู่มากก็ตาม สภาพความเป็นอยู่ของคนจน และผู้มีรายได้น้อยนั้นย่ำแย ่และทรุดลงเรื่อยๆ จึงทำให้ส่วนใหญ่เหล่านี้หันไปเทคะแนน ให้กับพรรคฝ่ายค้านของ นางโซเนีย คานธี และพรรคคอมนิวนิสต์
          พรรคฝ่ายค้านของ นางโซเนีย คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรสได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและ ได้รับการสนับสนุนจากพรรค คอมมิวนิสต์เช่นกัน นางโซเนีย คานธี
ขอสละสิทธิ์ที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้กับ ดร.มานโมฮัน ซิงห์ เพื่อนร่วมพรรค ทั้งนี้อาจเป็นด้วยเหตุผลที่ว่า นางไม่ต้องการ ให้เกิดการต่อต้าน และเกิดเรื่องยุ่ง ๆ ขั้นในภายหลัง นางโซเนีย คานธี จึงมีสิทธิตามกฎหมายอินเดียที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะกฎหมายอินเดีย มิได้ลิดรอน สิทธิเรื่อง เชื้อชาติแต่อย่างใด การเสียสละของเธอนั้น ชาวอินเดียและชาวโลกต่าง กล่าวขวัญ นิยมชมชอบนน้ำใจนางโซเนีย คานธี และชื่นชมกฎหมายอันเที่ยงธรรมของอินเดียด้วยเช่นกัน
          นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอินเดีย ดร.มานโมฮัน ซิงห์ เป็นนักการเมืองที่มีความรู้ ความสามารถสูง สำเร็จปริญญาดุษฎี บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย เคมเบริดจ์และออกซ์ฟอร์ด เคยรับราชการในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติและทำงาน องค์กรระหว่างประเทศมาก่อน และมีประสบการณ์จากตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงการคลังเมื่อปี 2534 ดร.มานโมฮัน ซิงห์ได้เคยแสดงความสามารถให้ปรากฎไว้ในยุคนั้นกล่าวคือ ได้สร้างเศรษฐกิจอินเดียที่ถดถอยให้รุ่งโรจน์ขึ้นอย่งน่ามหัศจรรย์ ดร.มานโมฮัน ซิงห์ ได้ถูกขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดีย" (The Architect of India in Economic Reforms) กรที่เขาเข้ามารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของอินเดียจึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วหน้า
          ในการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ของอินเดียนี้จะไม่กระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศไทยแลประเทศอินเดียด้านต่าง ๆ ความร่วมมือคงจะดำเนิน ไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทวีคูณ มิตรสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียนั้น มีมาช้านานและแน่นแฟ้น ยิ่งนัก ในการจัดประชุมเกี่ยวกับโรคเอดส์นานาชาติครั้งที่ 15 ในประเทศไทยนั้น นางโซเนีย คานธี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคองเกรส พรรครัฐบาลอินเดียในปัจจุบัน ก็ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยเช่นกัน